ปรับเวลา UTC + 7 ชั่วโมง









Post new topic Reply to topic  [ 5 ข้อความ ] 
  Print view

การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา
ผู้ตั้ง Message
PostPosted: Tue Oct 06, 2009 8:42 pm 
เจ้าของสถาบัน
User avatar
Offline

สมัครสมาชิก:Tue Sep 25, 2007 11:40 am
ตอบ:2393
ที่อยู่: สา'คาม
นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นโม ตัสสะ ………
ภควโต.......อรหโต ........สัมมาสัมพุทธัสสะ………
นโม ตัสสะ ภควโต……….อรหโต ........สัมมาสัมพุทธัสสะ………
*********
มาตาปิตุ อุปัฏฐานัง เอตัมมัง คะละมุต ตะมัง...ติ......


ณ บัดนี้ อาตมา จักได้แสดงพระสัทธรรมะเทศนา พรรณนาเรื่อง กถา ว่าด้วยการบำรุงมารดาบิดา พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของ ของคณะญาติโยม
ไม่ว่าใครก็ตาม ที่เกิดมาแล้ว ได้ปฎิบัติมารดาบิดา หรือการปรนนิบัติ รับใช้ ดูแล เอาใจใส่ พ่อกับแม่ ให้เป็นสุข นั้น จัดว่าเป็นมงคลอันประเสริฐ
สตรีผู้ยังบุตรให้เกิด ชื่อว่า มารดา. บุรุษผู้ยังบุตรให้เกิด ชื่อว่า บิดา. คนที่เป็นบิดามารดานั้น มีคุณ ๔ ประการ ตามพระบาลีพุทธบรรหารว่า อุโภปิ เจ เต พรหมา เป็นต้น ความว่า บิดามารดาทั้ง ๒ นั้นจัดชื่อว่า เป็นพรหม ๑ จัดชื่อว่า เป็นบุรพเทพยดา ๑ จัดชื่อว่า เป็นบุพาจารย์ ๑ จัดชื่อว่า เป็นอาหุเนยยะ ๑ ยกเป็นคุณ ๔ ประการ
[อุปการคุณของมารดา]
"มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดูและปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้นมีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้นมารดาจึงแพ้ท้อง เพราะเหตุนั้นบัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่าเป็นผู้มีใจดี มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าปีแล้วจึงคลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ชนยันตีและชเนดตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตรผู้ร้องไห้อยู่ให้รื่นเริง ด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้าง ด้วยการขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้มแนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตรให้รื่นเริง ต่อแต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไม่รู้จักเดียงสาเล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้าก็เข้ารับขวัญ เพราะเหตุนั้นบัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อมคุ้มครองทรัพย์แม้ทั้งสองฝ่าย คือ ทรัพย์ของมารดาและทรัพย์ของบิดาเพื่อบุตรนั้น ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็นของบุตรแห่งเรามารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า อย่างนี้ซิลูกอย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบากเมื่อบุตรกำลังรุ่นหนุ่มคะนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตรผู้หลงเพลิดเพลินในภรรยาผู้อื่น ! จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อมเดือดร้อนด้วยประการฉะนี้...

_________________
Image
=========================================
There is nobody who can teach you all.
There is nobody who can teach you none.
=========================================
"Love" is just like a wind , we can't see it but can be feel it .
_________________________________________


Top
 Profile  
 

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา
PostPosted: Tue Oct 06, 2009 8:43 pm 
เจ้าของสถาบัน
User avatar
Offline

สมัครสมาชิก:Tue Sep 25, 2007 11:40 am
ตอบ:2393
ที่อยู่: สา'คาม
[มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร]
อีกอย่างหนึ่ง มารดาบิดาทั้ง๒นั้น ท่านเรียกว่า "พรหมบุรพเทพ บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคล"ของบุตร. เปรียบเหมือนท้าวมหาพรหม ย่อมไม่ละภาวนาทั้ง๔ในหมู่สัตว์ ฉันใด; มารดาบิดาก็ไม่ได้ละภาวนาทั้ง๔ในหมู่สัตว์ฉันนั้น.
จริงอยู่เมื่อบุตรอยู่ในท้อง, มารดาบิดานั้น เกิดเมตตาจิตในบุตรว่า "เมื่อไหร่หนอเราจึงจักเห็นลูกน้อย ไม่มีโรค ? "
อนึ่ง ในการใด บุตรนั้นยังอ่อน นอนหงายอยู่ ถูกสัตว์ทั้งหลายมียุง เป็นต้น กัด หรือถูกการนอนเป็นทุกข์บีบคั้น ร้องไห้อยู่,
ในกาลนั้น ท่านทั้ง ๒ ก็เกิดความกรุณาขึ้น เพราะได้สดับเสียงบุตรนั้น. อนึ่ง ในเวลาบุตรวิ่งมาวิ่งไปเล่นได้ก็ดี ในเวลาบุตรตั้งอยู่ในวัยงาม(น่าดูน่าชม)ก็ดี ท่านทั้ง ๒ ก็มีจิตอ่อนโยน บันเทิง เบิกบาน เพราะมองดูหน้าบุตรน้อย, ในกาล
ท่านทั้ง ๒ ย่อมบันเทิง(มุทิตา). อนึ่ง ในกาลใด บุตรนั้นทำการเลี้ยงภริยา แยกครองเรื่อนในกาลนั้น ท่านทั้ง ๒
ก็เกิดความมัธยัสถ์ขึ้นว่า "บัดนี้ ลูกน้อยของเรา อาจจะเพื่อจะเลี้ยง(ตน)ได้โดยธรรมดา(ตามลำพัง)ของตน," ในกาลนั้น
ท่านทั้งสองได้ความวางเฉยๆ(อุเบกขา). มารดาบิดาทั้ง ๒ นั้น ท่านเรียกว่า พรหม เพราะท่านมีความประพฤติเช่นกับพรหม
เพราะได้พรหมวิหารทั้งหลายครบ ๔ อย่างตามกาล ด้วยประการฉะนี้.


[มารดาบิดาเป็นบุรพเทพบุตร]
เหมือนอย่างว่า วิสุทธิเทพกล่าวคือพระขีณาสพ ไม่คำนึงความผิดอันพวกชนพาลทำแล้ว หวังแต่ความเสื่อมไปแห่งความพินาศและความเกิดขึ้นแห่งความเจริญ ปฎิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเขาโดยส่วนเดียวแท้ๆ. และย่อมทำความที่สักการะทั้งหลายของพวกเขามีผลอานิสงค์มาก เพราะเป็นทักษิไณยะบุคคล ฉันใด; มารดาและบิดาแม้นั้น ก็ฉันนั้น ไม่คำนึงถึงความผิดของบุตรทั้งหลายปฎิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่บุตรเหล่านั้นโดยส่วนเดียวเท่านั้น เป็นผู้สมควรแก่ทักษิณา นำความที่สักการะของบุตรเหล่านั้นอันเขาทำแล้วในตน มีผลอานิสงค์มาก; เพราะฉะนั้น ท่านทั้ง ๒ นั้นจึงชื่อว่า เทพ เพราะเป็นผู้มีความประพฤติเช่นดัง เทพ. อนึ่ง เพราะบุตรทั้งหลายรู้จักเทพเหล่าอื่น ด้วยสามารถท่านทั้ง ๒ นั้นก่อนแล้วปฎิบัติอยู่ ย่อมได้รับผลแห่งการปฎิบัติ; ฉะนั้นสมมติเทพ อุปัตติเทพ และวิสุทธิเทพเหล่าอื่น จึงชื่อว่า ปัจฉาเทพ. ส่วนมารดาบิดา ท่านเรียกว่า บุรพเทพ เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะก่อนกว่าเทพเหล่าอื่น.

_________________
Image
=========================================
There is nobody who can teach you all.
There is nobody who can teach you none.
=========================================
"Love" is just like a wind , we can't see it but can be feel it .
_________________________________________


Top
 Profile  
 

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา
PostPosted: Tue Oct 06, 2009 8:44 pm 
เจ้าของสถาบัน
User avatar
Offline

สมัครสมาชิก:Tue Sep 25, 2007 11:40 am
ตอบ:2393
ที่อยู่: สา'คาม
[มารดาบิดาเป็นบุรพาจารย์ของบุตร]
อนึ่ง เพราะมารดาและบิดาเหล่านั้น ยังบุตรให้ยึดถือ ให้สำเหนียกอยู่ จำเดิมแต่เวลาบุตรเกิด ด้วยนัยเป็นต้นว่า "จงนั่งอย่างนี้ , ยืนอย่างนี้" และว่า "คนนี้ เจ้าควรเรียกว่า "พ่อ" ต่อมาภายหลัง อาจารย์เหล่าอื่นจึงให้ศึกษาศิลปะทั้งหลายมีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้น, อาจารย์เหล่าอื่นให้สรณะและศีล, เหล่าอื่นให้บรรพชา เหล่าอื่นให้เล่าเรียนพุทธวจนะ, เหล่าอื่นให้อุปสมบท, เหล่าอื่นให้บรรลุมรรคผล; อาจารย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า ปัจฉาจารย์ ด้วยประการดังนี้; ฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าบุรพาจารย์ เพราะเป็นอาจารย์ก่อนอาจารย์ทั้งหมด.

[มารดาบิดาเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร]
อนึ่ง เพราะมารดาบิดานั้น ควรซึ่งวัตถุมีข้าวและน้ำเป็นต้นอันบุตรทั้งหลายนำมาบูชา ต้อนรับ จัดแต่ง คือเป็นผู้สมควรเพื่ออันรับข่าวและน้ำเป็นต้นนั้น; ฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าเป็น อาหุไนยบุคคล (ของบุตร). ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสไว้ใน **สพรหมสูตร ในติกนิบาต และ จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่า "ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหมนั่น เป็นชื่อของมารดาบิดา, คำว่าบุระพะเทพ...คำว่าบุรพาจารย์... คำว่า อาหุไนยะบุคคลนั่น เป็นชื่อของมารดาบิดา, ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร? ภิกษุทั้งหลาย เพราะมารดาบิดามีอุปาการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย. " พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสคำไวยากรณ์นี้, พระสุคตผู้พระศาสดา ครั้นตรัสคำไวยากรณ์นี้แล้ว ภายหลังได้ตรัสคำนิคมนั่นอื่นอีกต่อไปว่า "มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์ประชา (บุตร) ท่านเรียกวาพรหมบุรพาจารย์ และอาหุไนยะบุคคลของบุตรทั้งหลาย. "
--------------------------------------------------------------------------------
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุผู้ปฎิบัติมารดาบิดาว่า ดูก่อนภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ท่านไปเที่ยวบิณฑบาตได้อาหารยังไม่ได้ฉันเลย จะให้แก่บิดามารดาก็ควร ไม่เป็นอาบัติด้วยศรัทธาข้อ ๑ ข้อ ๒ ว่า บิดามารดาตั้งอยู่ในองค์ ๕ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แก่บุตรทั้งหลาย คล้ายพระอรหันต์ เพราะเหตุนั้น จึงเห็นว่าบุตรแก่บูชาบิดามารดาก็เหมือนดังว่า บูชาแก่พระอรหันต์ อนึ่ง บุตรฆ่าบิดามารดากับฆ่าพระอรหันต์ ย่อมมีโทษเท่ากันให้ถึงอเวจี บุตรหญิงชายจะอุปัฏฐากแก่บิดามารดามี ๒ อย่าง คือ อุปัฏฐากอย่างสูง ๑ อุปัฏฐากอย่างต่ำ ๑
อุปัฏฐากอย่างสูงนั้น คือ บิดามารดาไม่มีความศรัทธาเลื่อมใสคุณพระรัตนตรัย ก็ไปชักชวนอ้อนวอนให้บิดามารดามีความศรัทธาเลื่อมใสในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดำรงอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ๑
ที่ ๒ บิดามารดาไม่มีศีลวิรัติข้อปฎิบัติ คือ ไม่มีศีล ๕ ศีล ๘ ประการ ก็ไปอ้อนวอนชักชวนให้บิดามารดาสมาทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ประการ ให้สมบูรณ์ในสันดาน ๑
ที่ ๓ บิดามารดาไม่ได้สดับฟังพระธรรมเทศนา เป็นคนมืดมนธ์ไปด้วยอกุศลใจพาลา ก็ไปชักชวนบิดามารดาฟังธรรมเทศนาให้รู้จักบาป บุญ คุณและโทษ จะได้แสวงหาประโยชน์ไปในชาติหน้า ๑
ที่ ๔ บิดามารดาไม่ได้บริจาคทาน ด้วยสันดานตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนทรัพย์ไว้ไม่ให้ทาน ก็ไปวิงวอนด้วยคำอ่อนหวานให้บิดามารดาบริจาคทานการกุศล ๑
ที่ ๕ บิดามารดาไม่มีปัญญาพิจารณาซึ่งสังขารมีพันธการอยู่ด้วยอวิชชาโมหะหุ้มห่อไว้ จึงเข้าไปอ้อนวอนชักนำสั่งสอนให้บิดามารดามีปัญญา ละอวิชชาโมหะมูล ให้เสื่อมสูญจากสันดาน จะได้ยกจิตขึ้นสู่พระกรรมฐาน คือ สมถะและวิปัสสนาให้เกิดปัญญาอย่างวิเศษ จะได้ละซึ่งกิเลสให้สิ้นไป
บุตรหญิงชายทั้งหลายใครได้ปฎิบัติ บิดามารดา ดังพรรณนามาฉะนี้ จัดเป็นมงคลอันประเสริฐเป็นมงคลอันสูงสุด เพราะจัดเข้าในปฎิบัติบูชา เหมือนพระสารีบุตรไปสั่งสอนมารดาให้ตั้งอยู่ในศรัทธาและศีลเป็นต้น..


ท้ายที่สุดนี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงมาดลบันดาลให้คุณโยมอุบาสก
อุบาสิก จงประสบพบแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยจะตุระ พิธะพร ชัย ทั้ง 4 ประการ
กล่าวคือ อายุ ก็ขอให้--มีอายุยั่งยืนยาน วรรณะ ก็ขอให้--มีผิวพรรณผุดผ่องใส
สุขะ ก็ขอให้--มีความสุขกาย--สบายใจ พละ ก็มีขอให้--มีอนามัย--เข้มแข็งแรง

การแสดงพระธรรมเทศนา ก็ขอยุติลง คงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการะฉะนี้..........

_________________
Image
=========================================
There is nobody who can teach you all.
There is nobody who can teach you none.
=========================================
"Love" is just like a wind , we can't see it but can be feel it .
_________________________________________


Top
 Profile  
 

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา
PostPosted: Tue Oct 06, 2009 10:07 pm 
ครูชำนาญการพิเศษ
User avatar
Offline

สมัครสมาชิก:Tue Nov 06, 2007 6:54 pm
ตอบ:803
ที่อยู่: โรงเรียนบ้านสันมะแฟน
สาธุ...สาธุ...สาธุ...ขออนุโมทนา

มาตาปิตุ อุปัฏฐานัง เอตัมมัง คะละมุต ตะมัง...ติ......

_________________
Image


Top
 Profile  
 

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา
PostPosted: Tue Oct 13, 2009 12:18 pm 
ครูชำนาญการพิเศษ
User avatar
Offline

สมัครสมาชิก:Tue Oct 16, 2007 2:53 pm
ตอบ:1425
ที่อยู่: ส่วนหนึ่งของไทย..
สาธุ

_________________
Image


Top
 Profile  
 

แสดงเฉพาะข้อความในระยะเวลา:  เรียงลำดับตาม  
Post new topic Reply to topic  [ 5 ข้อความ ] 

ปรับเวลา UTC + 7 ชั่วโมง


  ผู้ที่กำลัง online

ผู้ที่กำลังอ่าน forum นี้: สมาชิก ไม่มีสมาชิก และ ผู้เยี่ยมชม 0 คน


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Search for:
ไปที่:  




Style by Studio Webdesing, akuna alveo akuna zioa
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
แปลเป็นภาษาไทยโดย SuperToy [supertoync (at) gmail.com]
Create Forum | Terms of Service | Privacy Policy | Report the forum

Bookmark & Share