ฟรีโปรแกรม,โปรแกรมมากมาย, รวมวินโดว์, แอ่นตี้ไวรัส,windows, anti-virus, portable, game, เกมส์,คนสารคาม ,ธรรมะ, คำกลอน, คำคม, ผญา,ยินดีต้อนรับสู่บอร์ด Besideway • การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา : ธรรมะบรรยาย






การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา

บทพระเทศนา ผู้ทรงธรรม พระอาจารย์ปฏิบัติ สมถกรรมฐาน-วิปัสสนา

Moderators: rustic, lee25, armythai, zeeza, mangmo, Fa Sai, iceicy, forest1980, arinaa

การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา

Postโดย besideway เมื่อ Tue Oct 06, 2009 8:42 pm

นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นโม ตัสสะ ………
ภควโต.......อรหโต ........สัมมาสัมพุทธัสสะ………
นโม ตัสสะ ภควโต……….อรหโต ........สัมมาสัมพุทธัสสะ………
*********
มาตาปิตุ อุปัฏฐานัง เอตัมมัง คะละมุต ตะมัง...ติ......


ณ บัดนี้ อาตมา จักได้แสดงพระสัทธรรมะเทศนา พรรณนาเรื่อง กถา ว่าด้วยการบำรุงมารดาบิดา พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของ ของคณะญาติโยม
ไม่ว่าใครก็ตาม ที่เกิดมาแล้ว ได้ปฎิบัติมารดาบิดา หรือการปรนนิบัติ รับใช้ ดูแล เอาใจใส่ พ่อกับแม่ ให้เป็นสุข นั้น จัดว่าเป็นมงคลอันประเสริฐ
สตรีผู้ยังบุตรให้เกิด ชื่อว่า มารดา. บุรุษผู้ยังบุตรให้เกิด ชื่อว่า บิดา. คนที่เป็นบิดามารดานั้น มีคุณ ๔ ประการ ตามพระบาลีพุทธบรรหารว่า อุโภปิ เจ เต พรหมา เป็นต้น ความว่า บิดามารดาทั้ง ๒ นั้นจัดชื่อว่า เป็นพรหม ๑ จัดชื่อว่า เป็นบุรพเทพยดา ๑ จัดชื่อว่า เป็นบุพาจารย์ ๑ จัดชื่อว่า เป็นอาหุเนยยะ ๑ ยกเป็นคุณ ๔ ประการ
[อุปการคุณของมารดา]
"มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดูและปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้นมีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้นมารดาจึงแพ้ท้อง เพราะเหตุนั้นบัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่าเป็นผู้มีใจดี มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าปีแล้วจึงคลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ชนยันตีและชเนดตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตรผู้ร้องไห้อยู่ให้รื่นเริง ด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้าง ด้วยการขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้มแนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตรให้รื่นเริง ต่อแต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไม่รู้จักเดียงสาเล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้าก็เข้ารับขวัญ เพราะเหตุนั้นบัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อมคุ้มครองทรัพย์แม้ทั้งสองฝ่าย คือ ทรัพย์ของมารดาและทรัพย์ของบิดาเพื่อบุตรนั้น ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็นของบุตรแห่งเรามารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า อย่างนี้ซิลูกอย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบากเมื่อบุตรกำลังรุ่นหนุ่มคะนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตรผู้หลงเพลิดเพลินในภรรยาผู้อื่น ! จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อมเดือดร้อนด้วยประการฉะนี้...
Image
=========================================
There is nobody who can teach you all.
There is nobody who can teach you none.
=========================================
"Love" is just like a wind , we can't see it but can be feel it .
_________________________________________
User avatar
besideway
เจ้าของสถาบัน
 
ตอบ: 2554
สมัครสมาชิก: Tue Sep 25, 2007 11:40 am
ที่อยู่: สา'คาม

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา

Postโดย besideway เมื่อ Tue Oct 06, 2009 8:43 pm

[มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร]
อีกอย่างหนึ่ง มารดาบิดาทั้ง๒นั้น ท่านเรียกว่า "พรหมบุรพเทพ บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคล"ของบุตร. เปรียบเหมือนท้าวมหาพรหม ย่อมไม่ละภาวนาทั้ง๔ในหมู่สัตว์ ฉันใด; มารดาบิดาก็ไม่ได้ละภาวนาทั้ง๔ในหมู่สัตว์ฉันนั้น.
จริงอยู่เมื่อบุตรอยู่ในท้อง, มารดาบิดานั้น เกิดเมตตาจิตในบุตรว่า "เมื่อไหร่หนอเราจึงจักเห็นลูกน้อย ไม่มีโรค ? "
อนึ่ง ในการใด บุตรนั้นยังอ่อน นอนหงายอยู่ ถูกสัตว์ทั้งหลายมียุง เป็นต้น กัด หรือถูกการนอนเป็นทุกข์บีบคั้น ร้องไห้อยู่,
ในกาลนั้น ท่านทั้ง ๒ ก็เกิดความกรุณาขึ้น เพราะได้สดับเสียงบุตรนั้น. อนึ่ง ในเวลาบุตรวิ่งมาวิ่งไปเล่นได้ก็ดี ในเวลาบุตรตั้งอยู่ในวัยงาม(น่าดูน่าชม)ก็ดี ท่านทั้ง ๒ ก็มีจิตอ่อนโยน บันเทิง เบิกบาน เพราะมองดูหน้าบุตรน้อย, ในกาล
ท่านทั้ง ๒ ย่อมบันเทิง(มุทิตา). อนึ่ง ในกาลใด บุตรนั้นทำการเลี้ยงภริยา แยกครองเรื่อนในกาลนั้น ท่านทั้ง ๒
ก็เกิดความมัธยัสถ์ขึ้นว่า "บัดนี้ ลูกน้อยของเรา อาจจะเพื่อจะเลี้ยง(ตน)ได้โดยธรรมดา(ตามลำพัง)ของตน," ในกาลนั้น
ท่านทั้งสองได้ความวางเฉยๆ(อุเบกขา). มารดาบิดาทั้ง ๒ นั้น ท่านเรียกว่า พรหม เพราะท่านมีความประพฤติเช่นกับพรหม
เพราะได้พรหมวิหารทั้งหลายครบ ๔ อย่างตามกาล ด้วยประการฉะนี้.


[มารดาบิดาเป็นบุรพเทพบุตร]
เหมือนอย่างว่า วิสุทธิเทพกล่าวคือพระขีณาสพ ไม่คำนึงความผิดอันพวกชนพาลทำแล้ว หวังแต่ความเสื่อมไปแห่งความพินาศและความเกิดขึ้นแห่งความเจริญ ปฎิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเขาโดยส่วนเดียวแท้ๆ. และย่อมทำความที่สักการะทั้งหลายของพวกเขามีผลอานิสงค์มาก เพราะเป็นทักษิไณยะบุคคล ฉันใด; มารดาและบิดาแม้นั้น ก็ฉันนั้น ไม่คำนึงถึงความผิดของบุตรทั้งหลายปฎิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่บุตรเหล่านั้นโดยส่วนเดียวเท่านั้น เป็นผู้สมควรแก่ทักษิณา นำความที่สักการะของบุตรเหล่านั้นอันเขาทำแล้วในตน มีผลอานิสงค์มาก; เพราะฉะนั้น ท่านทั้ง ๒ นั้นจึงชื่อว่า เทพ เพราะเป็นผู้มีความประพฤติเช่นดัง เทพ. อนึ่ง เพราะบุตรทั้งหลายรู้จักเทพเหล่าอื่น ด้วยสามารถท่านทั้ง ๒ นั้นก่อนแล้วปฎิบัติอยู่ ย่อมได้รับผลแห่งการปฎิบัติ; ฉะนั้นสมมติเทพ อุปัตติเทพ และวิสุทธิเทพเหล่าอื่น จึงชื่อว่า ปัจฉาเทพ. ส่วนมารดาบิดา ท่านเรียกว่า บุรพเทพ เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะก่อนกว่าเทพเหล่าอื่น.
Image
=========================================
There is nobody who can teach you all.
There is nobody who can teach you none.
=========================================
"Love" is just like a wind , we can't see it but can be feel it .
_________________________________________
User avatar
besideway
เจ้าของสถาบัน
 
ตอบ: 2554
สมัครสมาชิก: Tue Sep 25, 2007 11:40 am
ที่อยู่: สา'คาม

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา

Postโดย besideway เมื่อ Tue Oct 06, 2009 8:44 pm

[มารดาบิดาเป็นบุรพาจารย์ของบุตร]
อนึ่ง เพราะมารดาและบิดาเหล่านั้น ยังบุตรให้ยึดถือ ให้สำเหนียกอยู่ จำเดิมแต่เวลาบุตรเกิด ด้วยนัยเป็นต้นว่า "จงนั่งอย่างนี้ , ยืนอย่างนี้" และว่า "คนนี้ เจ้าควรเรียกว่า "พ่อ" ต่อมาภายหลัง อาจารย์เหล่าอื่นจึงให้ศึกษาศิลปะทั้งหลายมีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้น, อาจารย์เหล่าอื่นให้สรณะและศีล, เหล่าอื่นให้บรรพชา เหล่าอื่นให้เล่าเรียนพุทธวจนะ, เหล่าอื่นให้อุปสมบท, เหล่าอื่นให้บรรลุมรรคผล; อาจารย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า ปัจฉาจารย์ ด้วยประการดังนี้; ฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าบุรพาจารย์ เพราะเป็นอาจารย์ก่อนอาจารย์ทั้งหมด.

[มารดาบิดาเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร]
อนึ่ง เพราะมารดาบิดานั้น ควรซึ่งวัตถุมีข้าวและน้ำเป็นต้นอันบุตรทั้งหลายนำมาบูชา ต้อนรับ จัดแต่ง คือเป็นผู้สมควรเพื่ออันรับข่าวและน้ำเป็นต้นนั้น; ฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าเป็น อาหุไนยบุคคล (ของบุตร). ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสไว้ใน **สพรหมสูตร ในติกนิบาต และ จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่า "ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหมนั่น เป็นชื่อของมารดาบิดา, คำว่าบุระพะเทพ...คำว่าบุรพาจารย์... คำว่า อาหุไนยะบุคคลนั่น เป็นชื่อของมารดาบิดา, ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร? ภิกษุทั้งหลาย เพราะมารดาบิดามีอุปาการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย. " พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสคำไวยากรณ์นี้, พระสุคตผู้พระศาสดา ครั้นตรัสคำไวยากรณ์นี้แล้ว ภายหลังได้ตรัสคำนิคมนั่นอื่นอีกต่อไปว่า "มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์ประชา (บุตร) ท่านเรียกวาพรหมบุรพาจารย์ และอาหุไนยะบุคคลของบุตรทั้งหลาย. "
--------------------------------------------------------------------------------
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุผู้ปฎิบัติมารดาบิดาว่า ดูก่อนภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ท่านไปเที่ยวบิณฑบาตได้อาหารยังไม่ได้ฉันเลย จะให้แก่บิดามารดาก็ควร ไม่เป็นอาบัติด้วยศรัทธาข้อ ๑ ข้อ ๒ ว่า บิดามารดาตั้งอยู่ในองค์ ๕ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แก่บุตรทั้งหลาย คล้ายพระอรหันต์ เพราะเหตุนั้น จึงเห็นว่าบุตรแก่บูชาบิดามารดาก็เหมือนดังว่า บูชาแก่พระอรหันต์ อนึ่ง บุตรฆ่าบิดามารดากับฆ่าพระอรหันต์ ย่อมมีโทษเท่ากันให้ถึงอเวจี บุตรหญิงชายจะอุปัฏฐากแก่บิดามารดามี ๒ อย่าง คือ อุปัฏฐากอย่างสูง ๑ อุปัฏฐากอย่างต่ำ ๑
อุปัฏฐากอย่างสูงนั้น คือ บิดามารดาไม่มีความศรัทธาเลื่อมใสคุณพระรัตนตรัย ก็ไปชักชวนอ้อนวอนให้บิดามารดามีความศรัทธาเลื่อมใสในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดำรงอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ๑
ที่ ๒ บิดามารดาไม่มีศีลวิรัติข้อปฎิบัติ คือ ไม่มีศีล ๕ ศีล ๘ ประการ ก็ไปอ้อนวอนชักชวนให้บิดามารดาสมาทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ประการ ให้สมบูรณ์ในสันดาน ๑
ที่ ๓ บิดามารดาไม่ได้สดับฟังพระธรรมเทศนา เป็นคนมืดมนธ์ไปด้วยอกุศลใจพาลา ก็ไปชักชวนบิดามารดาฟังธรรมเทศนาให้รู้จักบาป บุญ คุณและโทษ จะได้แสวงหาประโยชน์ไปในชาติหน้า ๑
ที่ ๔ บิดามารดาไม่ได้บริจาคทาน ด้วยสันดานตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนทรัพย์ไว้ไม่ให้ทาน ก็ไปวิงวอนด้วยคำอ่อนหวานให้บิดามารดาบริจาคทานการกุศล ๑
ที่ ๕ บิดามารดาไม่มีปัญญาพิจารณาซึ่งสังขารมีพันธการอยู่ด้วยอวิชชาโมหะหุ้มห่อไว้ จึงเข้าไปอ้อนวอนชักนำสั่งสอนให้บิดามารดามีปัญญา ละอวิชชาโมหะมูล ให้เสื่อมสูญจากสันดาน จะได้ยกจิตขึ้นสู่พระกรรมฐาน คือ สมถะและวิปัสสนาให้เกิดปัญญาอย่างวิเศษ จะได้ละซึ่งกิเลสให้สิ้นไป
บุตรหญิงชายทั้งหลายใครได้ปฎิบัติ บิดามารดา ดังพรรณนามาฉะนี้ จัดเป็นมงคลอันประเสริฐเป็นมงคลอันสูงสุด เพราะจัดเข้าในปฎิบัติบูชา เหมือนพระสารีบุตรไปสั่งสอนมารดาให้ตั้งอยู่ในศรัทธาและศีลเป็นต้น..


ท้ายที่สุดนี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงมาดลบันดาลให้คุณโยมอุบาสก
อุบาสิก จงประสบพบแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยจะตุระ พิธะพร ชัย ทั้ง 4 ประการ
กล่าวคือ อายุ ก็ขอให้--มีอายุยั่งยืนยาน วรรณะ ก็ขอให้--มีผิวพรรณผุดผ่องใส
สุขะ ก็ขอให้--มีความสุขกาย--สบายใจ พละ ก็มีขอให้--มีอนามัย--เข้มแข็งแรง

การแสดงพระธรรมเทศนา ก็ขอยุติลง คงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการะฉะนี้..........
Image
=========================================
There is nobody who can teach you all.
There is nobody who can teach you none.
=========================================
"Love" is just like a wind , we can't see it but can be feel it .
_________________________________________
User avatar
besideway
เจ้าของสถาบัน
 
ตอบ: 2554
สมัครสมาชิก: Tue Sep 25, 2007 11:40 am
ที่อยู่: สา'คาม

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา

Postโดย arinaa เมื่อ Tue Oct 06, 2009 10:07 pm

สาธุ...สาธุ...สาธุ...ขออนุโมทนา

มาตาปิตุ อุปัฏฐานัง เอตัมมัง คะละมุต ตะมัง...ติ......
Image
User avatar
arinaa
ครูชำนาญการพิเศษ
 
ตอบ: 815
สมัครสมาชิก: Tue Nov 06, 2007 6:54 pm
ที่อยู่: โรงเรียนบ้านสันมะแฟน

Re: การอุปัฎฐากสังเคราะห์บิดามารดา

Postโดย armythai เมื่อ Tue Oct 13, 2009 12:18 pm

สาธุ
Image
User avatar
armythai
ครูชำนาญการพิเศษ
 
ตอบ: 1434
สมัครสมาชิก: Tue Oct 16, 2007 2:53 pm
ที่อยู่: ส่วนหนึ่งของไทย..


กลับไปหน้า ธรรมะบรรยาย

ผู้ที่กำลัง online

ผู้ที่กำลังอ่าน forum นี้: สมาชิก Yahoo [Bot] และ ผู้เยี่ยมชม 0 คน