โดย besideway เมื่อ Tue Oct 06, 2009 8:44 pm
[มารดาบิดาเป็นบุรพาจารย์ของบุตร]
อนึ่ง เพราะมารดาและบิดาเหล่านั้น ยังบุตรให้ยึดถือ ให้สำเหนียกอยู่ จำเดิมแต่เวลาบุตรเกิด ด้วยนัยเป็นต้นว่า "จงนั่งอย่างนี้ , ยืนอย่างนี้" และว่า "คนนี้ เจ้าควรเรียกว่า "พ่อ" ต่อมาภายหลัง อาจารย์เหล่าอื่นจึงให้ศึกษาศิลปะทั้งหลายมีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้น, อาจารย์เหล่าอื่นให้สรณะและศีล, เหล่าอื่นให้บรรพชา เหล่าอื่นให้เล่าเรียนพุทธวจนะ, เหล่าอื่นให้อุปสมบท, เหล่าอื่นให้บรรลุมรรคผล; อาจารย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า ปัจฉาจารย์ ด้วยประการดังนี้; ฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าบุรพาจารย์ เพราะเป็นอาจารย์ก่อนอาจารย์ทั้งหมด.
[มารดาบิดาเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร]
อนึ่ง เพราะมารดาบิดานั้น ควรซึ่งวัตถุมีข้าวและน้ำเป็นต้นอันบุตรทั้งหลายนำมาบูชา ต้อนรับ จัดแต่ง คือเป็นผู้สมควรเพื่ออันรับข่าวและน้ำเป็นต้นนั้น; ฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าเป็น อาหุไนยบุคคล (ของบุตร). ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสไว้ใน **สพรหมสูตร ในติกนิบาต และ จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่า "ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหมนั่น เป็นชื่อของมารดาบิดา, คำว่าบุระพะเทพ...คำว่าบุรพาจารย์... คำว่า อาหุไนยะบุคคลนั่น เป็นชื่อของมารดาบิดา, ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร? ภิกษุทั้งหลาย เพราะมารดาบิดามีอุปาการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย. " พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสคำไวยากรณ์นี้, พระสุคตผู้พระศาสดา ครั้นตรัสคำไวยากรณ์นี้แล้ว ภายหลังได้ตรัสคำนิคมนั่นอื่นอีกต่อไปว่า "มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์ประชา (บุตร) ท่านเรียกวาพรหมบุรพาจารย์ และอาหุไนยะบุคคลของบุตรทั้งหลาย. "
--------------------------------------------------------------------------------
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุผู้ปฎิบัติมารดาบิดาว่า ดูก่อนภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ท่านไปเที่ยวบิณฑบาตได้อาหารยังไม่ได้ฉันเลย จะให้แก่บิดามารดาก็ควร ไม่เป็นอาบัติด้วยศรัทธาข้อ ๑ ข้อ ๒ ว่า บิดามารดาตั้งอยู่ในองค์ ๕ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แก่บุตรทั้งหลาย คล้ายพระอรหันต์ เพราะเหตุนั้น จึงเห็นว่าบุตรแก่บูชาบิดามารดาก็เหมือนดังว่า บูชาแก่พระอรหันต์ อนึ่ง บุตรฆ่าบิดามารดากับฆ่าพระอรหันต์ ย่อมมีโทษเท่ากันให้ถึงอเวจี บุตรหญิงชายจะอุปัฏฐากแก่บิดามารดามี ๒ อย่าง คือ อุปัฏฐากอย่างสูง ๑ อุปัฏฐากอย่างต่ำ ๑
อุปัฏฐากอย่างสูงนั้น คือ บิดามารดาไม่มีความศรัทธาเลื่อมใสคุณพระรัตนตรัย ก็ไปชักชวนอ้อนวอนให้บิดามารดามีความศรัทธาเลื่อมใสในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดำรงอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ๑
ที่ ๒ บิดามารดาไม่มีศีลวิรัติข้อปฎิบัติ คือ ไม่มีศีล ๕ ศีล ๘ ประการ ก็ไปอ้อนวอนชักชวนให้บิดามารดาสมาทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ประการ ให้สมบูรณ์ในสันดาน ๑
ที่ ๓ บิดามารดาไม่ได้สดับฟังพระธรรมเทศนา เป็นคนมืดมนธ์ไปด้วยอกุศลใจพาลา ก็ไปชักชวนบิดามารดาฟังธรรมเทศนาให้รู้จักบาป บุญ คุณและโทษ จะได้แสวงหาประโยชน์ไปในชาติหน้า ๑
ที่ ๔ บิดามารดาไม่ได้บริจาคทาน ด้วยสันดานตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนทรัพย์ไว้ไม่ให้ทาน ก็ไปวิงวอนด้วยคำอ่อนหวานให้บิดามารดาบริจาคทานการกุศล ๑
ที่ ๕ บิดามารดาไม่มีปัญญาพิจารณาซึ่งสังขารมีพันธการอยู่ด้วยอวิชชาโมหะหุ้มห่อไว้ จึงเข้าไปอ้อนวอนชักนำสั่งสอนให้บิดามารดามีปัญญา ละอวิชชาโมหะมูล ให้เสื่อมสูญจากสันดาน จะได้ยกจิตขึ้นสู่พระกรรมฐาน คือ สมถะและวิปัสสนาให้เกิดปัญญาอย่างวิเศษ จะได้ละซึ่งกิเลสให้สิ้นไป
บุตรหญิงชายทั้งหลายใครได้ปฎิบัติ บิดามารดา ดังพรรณนามาฉะนี้ จัดเป็นมงคลอันประเสริฐเป็นมงคลอันสูงสุด เพราะจัดเข้าในปฎิบัติบูชา เหมือนพระสารีบุตรไปสั่งสอนมารดาให้ตั้งอยู่ในศรัทธาและศีลเป็นต้น..
ท้ายที่สุดนี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงมาดลบันดาลให้คุณโยมอุบาสก
อุบาสิก จงประสบพบแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยจะตุระ พิธะพร ชัย ทั้ง 4 ประการ
กล่าวคือ อายุ ก็ขอให้--มีอายุยั่งยืนยาน วรรณะ ก็ขอให้--มีผิวพรรณผุดผ่องใส
สุขะ ก็ขอให้--มีความสุขกาย--สบายใจ พละ ก็มีขอให้--มีอนามัย--เข้มแข็งแรง
การแสดงพระธรรมเทศนา ก็ขอยุติลง คงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการะฉะนี้..........

=========================================
There is nobody who can teach you all.
There is nobody who can teach you none.
=========================================
"Love" is just like a wind , we can't see it but can be feel it .
_________________________________________